โรคเอดส์
HIV เป็นเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่การได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสามารถช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำ (viral load) จนสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีได้
เมื่อปริมาณไวรัสในเลือดต่ำจนตรวจไม่พบ (undetectable) เชื้อ HIV จะไม่สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีก ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกว่า U=U หรือ Undetectable = Untransmittable
หากตรวจพบเร็วและเริ่มการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะ ไม่พัฒนาไปสู่ภาวะเอดส์ (AIDS) หรือเจ็บป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การตรวจและรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับ HIV อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย
.png)
สาเหตุของการเกิดโรค?
HIV มักแพร่เชื้อได้มากที่สุดผ่านการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อได้ผ่านทาง
-
จากแม่สู่ลูกในขณะคลอด หรือระหว่างการให้นมบุตร
-
การใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์สำหรับฉีดสารเข้าร่างกายร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
HIV ไม่สามารถแพร่ผ่านน้ำลาย เหงื่อ หรือปัสสาวะได้
ดังนั้นคุณจะไม่ติดเชื้อจากการจูบ และมีความเสี่ยงต่ำมากในการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
การมีความรู้ที่ถูกต้องและการใช้การป้องกันอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาการของโรคเอดส์
หลายคนที่ติดเชื้อ HIV อาจไม่มีอาการใด ๆ และจึงไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ ดังนั้นการตรวจเลือดเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สำหรับบางคน HIV อาจทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังติดเชื้อ จากนั้นเชื้ออาจยังคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายปีโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เลย
ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังติดเชื้อ คุณอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น
-
มีไข้หรืออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
-
เจ็บคอ
-
มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน และคิดว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ควรรีบไปที่คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล หรือคลินิกขององค์กรที่ให้บริการด้าน HIV โดยทันที
แม้อาการเริ่มต้นเหล่านี้จะหายไป แต่เชื้อ HIV จะยังคงทำงานอยู่ในร่างกาย และค่อย ๆ ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคุณหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
